….::The Chili-Mango Exporter : เกษตร พริก มะม่วง ผักชีไทย:…

  • โอกาสของสินค้าเกษตรไทย(มะม่วง) ในตลาดอาเซียน สิงหาคม2555

    Posted on ธันวาคม 7, 2012 by in Blog, Mango magazine

    โจแม่โจ้และคุณนันท์ ศิริสุจินต์

    โอกาสของสินค้าเกษตรไทย(มะม่วง) ในตลาดอาเซียน

    ฉบับนี้ขอเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนอีกหน่อยนะครับ พยามจะเน้นเกี่ยวกับมะม่วงและพริกให้มากที่สุดครับ การเปิด ประชาคมชาติอาเซียน ในวันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นเหมือนการที่เราต้องเปิดประตูบานรับเพื่อนบ้านเข้ามาครับ ทั้งในเรื่องตลาดทุน,ตลาดแรงงาน,ตลาดวิชาการ กระทั้งตลาดสินค้าเกษตรของเราก็หนีไม่พ้น

    การเปิดรับสิ่งใหม่ๆนั้น หากมองอย่างมีสติก็ไม่น่ากลัวครับ เพียงแต่ก็ต้องยอมรับในจุดแข็งจุดด้อย ของกันและกันไป บ้านนี้ปลูกนี้ดิน บ้านโน่นน้ำอุดม บ้านนั้นแดดเยอะ อะไรที่บ้านเราเหมาะสมก็ต้องส่งเสริมกันมากขึ้น อะไรที่บ้านเค้าดีกว่าเราก็ต้องปล่อยให้เค้าไป หลักการก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ อย่างไรเกษตรกรบ้านเราก็ขยันอดทนไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้วครับพี่น้อง

    ถ้ามองในภาพรวมใหญ่ๆแล้วของดีที่บ้านเรามีหลักๆในหมวดสินค้าการเกษตรตัวสำคัญมี ข้าว,ถั่วเหลือง,ข้าวโพด,กาแฟ และ มันสำปะหลัง โดยทุกตัวยกเว้น มันสำปะหลัง มีแนวโน้มที่จะโดนผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ประเทศเพื่อนบ้านเรามีราคาที่ถูกกว่าและคุณภาพไม่ต่างกันมาก

    ข้าว – ด้วยนโยบายรับจำนำและประกันราคาข้าว ทำให้ข้าวไทยมีราคาที่สูง แข็งขันได้ยากในตลาดจริง อาจมีปัญหาข้าวเวียดนามและข้าวกัมพูชา ทะลักเข้ามาตามแนวชาวแดน

    ถั่วเหลือง – ราคาถั่วเหลืองในบ้านเราสูงกว่าเพื่อนบ้านอย่าง ลาวและเวียดนาม ที่ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย หากเปิดเสรี ถั่วเหลืองเหล่านี้ทะลักเข้ามาในไทย ในอนาคตเกษตรอาจโดนโรงงานกดราคาได้

    ข้าวโพด  - กัมพูชา ลาว และ พม่า เป็นผู้ผลิตข้าวโพดราคาต่ำ สามารถนำเข้ามาทางการล่องเรือ

    กาแฟ – ลาวและเวียดนาม ได้เปรียบเรื่องภูมิภาค และ ค่าแรง ขณะนี้ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ๆได้เข้าไปลงทุนในประเทศเหล่านี้แล้ว

    นั้นเป็นเรื่องของ สินค้าเกษตร ที่เป็น มหาภาค นะครับ คือ ใหญ่มากๆ เรากลับมาพูดเรื่องพริกและมะม่วงของเราดีกว่า

    ในที่นี้ขอเน้นเรื่องประชาคมอาเซียนอันประกอบไปด้วย 10 ชาติพันธมิตร ได้แก่ ไทย, เวียดนาม, บรูไน, พม่า, ลาว, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์,มาเลยเซีย, สิงค์โปร์ และ อินโดเนเซีย ไม่ได้ร่วม จีน, ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่พยายามจะมาเกาะกระแสนะครับ หลายๆคนอาจจะ นึกว่าประเทศทั้ง 3 นี้อยู่ในอาเซียน แต่ไม่ใช่นะครับ หลายๆคนหลงงงไป ซึ่งก็ไม่แปลกขนาด กระทรวงศึกษายังไปจ้างครูจากประเทศจีน มาเตรียมสำหรับประชาคมอาเซียนเลย อิอิ

     

    ประเทศเหล่านี้ในประชาคมอาเซียน หากมองดีๆล้วนมีโอกาสเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่ง สำหรับสินค้าเกษตร

    เรามาลองเจาะรายประเทศกันเถอะครับ

    ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม

    คำขวัญ “ขอพระเจ้าทรงอวยพรสุลต่าน”

    เป็นประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่างแท้จริงๆเลยครับ  เป็นเกาะมีขนาด 5,765 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 4 แสนคน รวยครับ จีดีพีต่อหัวเฉลี่ย 49,384 เหรียญต่อปี และนำเข้าอาหารแทบจะทั้งหมดของความต้องการ แต่ตลาดเล็กมากๆ

     

    ภาพมัสยิดหลวงของบรูไน                                              ภาพตลาดสดแบบดั่งเดิมในบรูไน

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับบรูไน – ไม่น่ามีผลเท่าใดนัก                  

    กัมพูชา

     

    คำขวัญ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์”

    มีพื้นที่ติดชายแดนไทย มีพื้นที่ประมาณ 180,000 ตารางกิโลเมตร  มีประชากรประมาณ 14 ล้านคน  จีดีพีต่อหัวประมาณ 2,361 เหรียญต่อปี

    เป็นประเทศที่ทรัพยากรธรรมชาติยังสมบูรณ์อยู่ ภาคการเกษตรกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    พริก – กัมพูชาสามารถปลูกพริกได้ดี แต่ความรู้และวิทยากรยังไม่เท่าไทย ส่วนมากปลูกเพื่อขายในประเทศ ทั้งเพื่อบริโภคสดและแปรรูปในลักษณะการดอง

     

    พริกดองกระเทียมในตลาดภายในประเทศ                                            การตากพริกตามบ้าน

    มะม่วง – หรือที่ในภาษเขมรเรียก ว่า สะวาย (Svay) มีมากมายหลายพันธุ์ครับ เป็นที่นิยมมากสำหรับคนกัมพูชา ถือว่าเป็นพืชผลชั้นสูง มีมากมายหลายพันธุ์ดังเช่นในไทยเรา โดยผลนั้นจะรูปร่างเป็นทรงกลม แต่มีขนาดเล็กว่าของไทย ผลผลิตเพียงพอสำหรับบริโภคภายในประเทศ แต่ยังไม่มากพอสำหรับการส่งออกเป็นจริงเป็นจัง ถือว่าไทยเราอาจเข้าไปตีตลาดบนได้ครับ

     

    ภาพมะม่วงพันธุ์ สะวาย

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับกัมพูชา – ตลาดมะม่วงน่าจะพอเข้าไปตลาดบนได้ พริกนั้นกัมพูชาเพิ่งเริ่มยังขาดความรู้ เหมาะแก่การเข้าไปส่งเสริม   ท่านใดสนใจน่าจะมีแนวโน้มขั้นดีครับ               

    อินโดเนเซีย

     

    คำขวัญ “สมานฉันท์ ในความแตกต่าง”

    ประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ (มีความแตกต่างทางเชื้อชาติมากมาย) มีประชากรประมาณ 237 ล้านคน มีพื้นที่โดยรวม ประมาณ 1,900,000 ตารางกิโลเมตร จีดีพีต่อหัว 4,666 เหรียญต่อปี มีความหลากหลายทางชีวะวิทยาเป็นที่สุดของโลก ส่งออกก๊าซและถ่านหินเป็นหลัก (สมัยก่อนส่งหมาก) แต่ประชากรส่วนมากยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม อินโดเนเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีสภาพเศษฐกิจที่เข้มแข็ง

    มีพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์ แต่โชคร้ายที่ภูมิประเทศเป็นเกาะ จึงประสบปัญหาเรื่องแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และ พายุกระหน่ำจนน้ำท่วมเป็นประจำ จึงต้องนำเข้าสินค้าทางเกษตรด้วย เนื่องจากคาดการณ์และหวังพึงผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ และขนาดประชากรที่ใหญ่มากอินโดเนเซียจึงเป็นตลาดทองที่ทุกชาติมองไว้ ตอนเปิดประชาคมอาเซียน

    พริก – อินโดเนเชียใช้พริกเยอะมาก โดยเฉพาะในการทำน้ำพริก ซัมบัล (Sambal) เป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดเสียมิได้ดังเช่นน้ำปลาพริกของคนไทยเลยที่เดียว  โดยในปี 2554 อินโดเนเซียประสบปัญหาอุทกภัยทำให้ผลผลิตพริกในประเทศเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำเข้าพริกจากต่างประเทศจนเกิดสภาวะเงินเฟ้อ จนรัฐบาลต้องออกนโยบายให้ทุกครัวเรือนปลูกพริกยังไงก็พอมีจังหวะสำหรับตลาดพริกในอินโดครับ

     

    รูปส่วนประกอบหลักน้ำพริก ซัลบัล                                            รูปพริกพื้นเมืองของอินโดเนเซีย

    ส่วนอินโดเนเซียมีมะม่วงกว่า 30 สายพันธุ์ ส่วนมากปลูกเพื่อบริโภคภายในประเทศ และมีส่งออกไปยังประเทศสิงค์โปร์เป็นหลัก ลักษณะมะม่วงเป็นทรงกลม มีรสชาติคล้ายมะม่วงอินเดีย พันธุ์ที่นิยมคือ พันธุ์ โกเหล็ก (Golek) และ คูวินี้ (Kuwini)

     

    ภาพมะม่วงพันธุ์โกเหล็ก                                       ภาพมะม่วงพันธุ์คูวินี้

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับอินโดเนเซีย เนื่องจากพริกพื้นเมืองในอินโดเนเซียมีราคาถูกมาก หากผลผลิตออกมาตามปรกติ อีกทั้งพริกเวียดนามที่มีขนาดเล็กว่ายังเป็นที่นิยมมาก ทำให้เกษตรกรไทยต้องรอโอกาสที่พริกภายในขาดแคลนจริงๆจึงจะมีโอกาศดีครับ  ส่วนมะม่วงต้องเน้นที่ตลาดบนในห้างสรรพสินค้า โดยมะม่วงเขียวเสวยมีความต้องการสูงมากสำหรับตลาดนี้

    ลาว

     

    คำขวัญ “สันติ, เอกราช, ประชาธิปไตย, สมานฉันท์ และ ความรุ่งโรจน์”

    ประเทศเพื่อนบ้านที่เรารู้จักกันดี มีประชากร 6,500,000 คน มีพื้นที่ประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร จีดีพีต่อหัวประมาณ 2,659 เหรียญต่อปี โดยเศรษฐกิจ ปัจจุบันของลาวมาจากการค้าขายกับไทยและเวียดนาม พื้นที่ส่วนใหญ่ของลาวยังเป็นป่า โดยพื้นที่ซึ่งเหมาะกับการทำเกษตรกรรมมีเพียง 4% เท่านั้น มีการประมาณการณ์ว่าลาวเพิ่งใช้พื้นที่ดังกล่าวไปยังไม่ถึง 1% เลย ส่วนมากเป็นการปลูกข้าว

    ทางด้านการตลาดลาวนั้นยังถือว่ามีกำลังซื้อน้อยมาก ยังไม่น่าใช่คู่ค้าในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรไทยต้องค่อยดู คือการบุกเบิกพื้นที่ทางการเกษตรของลาว โดยลาวนั้นถือว่าเป็นพื้นที่เหมาะสมแก่การส่งเสริมการเกษตรในอนาคต จะเห็นได้ว่าลาวได้รับแหล่งเงินทุนจากองค์กรอิสระหลายๆแห่งจากยุโรปเพื่อพัฒนาการเกษตร อีกทั้งมีบริษัทผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของไทยหลายรายเริ่มไปลงทุนที่ประเทศลาวแล้ว

     

    ตรากระทรวงเกษตรและป่าไม้ของลาว            ธงความร่วมือลาวเยอรมัน

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับลาว – เป็นแหล่งที่น่าไปส่งเสริมการเกษตร แต่คงต้องรอเวลาอีกสักระยะ อนาคตอาจเป็นคู่แข็งของไทยในตลาดผักสดไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป

    มาเลเซีย

     

    คำขวัญ “สามัคคี คือ พลัง”

    ประเทศที่แบ่งเป็น 2  ฝั่งคือ มาเลเซีย ตะวันตก ชายแดนติดกับไทยและสิงค์โปร์ และ มาเลเซียตะวันออกมีพื้นที่ติด อินโดเนเซียและบรูไน มีประชากรประมาณ 28 ล้าน คน บนพื้นที่ ประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตร จีดีพีต่อหัวเฉลี่ย 15,568 เหรียญต่อปี

    ประเทศมาเลเซียและไทยเป็นคู่ค้าทั้งพริกและมะม่วงมานานมาแล้วครับ โดยประเทศมาเลเซียเป็นลูกค้ามะม่วงไทยที่ใหญ่ที่สุด ไทยส่งมะม่วงไปมาเลเซียเยอะมาก ขนาดแค่จำนวนที่เห็นบนดินยังเยอะมาก ใต้ดินอาจจะมีอีกเท่าไรไม่รู้ เป็นตลาดที่ใหญ่และเน้นปริมาณ อาจจะไม่ได้ดูหรูเหมือนมะม่วงที่ส่งออกไปญี่ปุ่นหรือยุโรปแต่ปริมาณไปกันที่เป็นสิบๆตันหรือวันละหลายตู้คอนเทนเนอร์  พริกก็เช่นกันครับ ไปกันที่เป็นตู้ๆ 20 ตันเช่นกัน พริกของประเทศไทยเป็นที่นิยมมากครับ

     

    รูปพริก ที่เตรียมส่งไปมาเลเซีย                                 รูปตู้คอนเทนเนอร์ที่รอตรวจที่ด่านไปมาเลเซีย

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับมาเลเซียไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไรหนักเพราะเราได้เปรียบในด้านการขนส่ง

    พม่า

     

    ประเทศที่กำลังจะเปิดสำหรับการค้า พม่ามีประชากรประมาณ 60 ล้านคน บนพื้นที่ประมาณ 676,000 ตารางกิโลเมตร มีจีดีพีต่อหัวประมาณ 1,324 เหรียญต่อปี ถือว่ายากจนที่สุดในอาเซียนตอนนี้

    หลังจากที่ประชาธิปไตยในพม่าเหมือนจะเริ่มอยู่ตัวในช่วงปีหลังๆนี้ (ทุกๆคนคงจะทราบเรื่องที่ นางอองซานได้รับการปล่อยตัว) ทำให้พม่ากลายเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยทรัพยากรทั้งป่าไม้และแร่ก๊าซ ที่ยังมีอยู่อย่างเหลือล้น ทำให้บริษัทนายทุนทั้งจากจีนและชาติตะวันตกกรูกันเข้าไปจบจองสัมปทานกันจ้าละวัน  ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้เศรษฐกิจพม่าในด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวจะรุ่งเรือง ขนาดนางออง ซาน ยังได้กล่าวไว้ว่า พม่ามีเป้าหมายที่จะเป็นอันดับหนึ่งในประชาคมอาเซียนในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้

    ในด้านทางเกษตรกรรมนั้นพื้นที่การเกษตรกว่าร้อยละ 60 ของพม่าเป็นพื้นที่ทำนา ส่วนอื่นๆนั้นเป็นเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงคนภายในประเทศ เรื่องการส่งออกยังไม่ราบรื่นนัก

     

    ภาพมะม่วง เพชร (Santa Lone) ของพม่า                                         ภาพนางอองซาน เข้าร่วมประชุมเศรษฐกิจโลก

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับพม่า – พม่าน่าจะไม่ใช่คู่ค้าทางการเกษตรกับไทย แต่น่าจะเป็นคู่แข็งมากกว่า ด้วยทรัพยากรที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งสายสัมพันธ์ดังเดิมกับ อังกฤษ (เมืองขึ้น) และ ฝรั่งเศล (สามีของนางอองซาน) ทำให้พม่าน่าจะเปิดประตูสินค้าเกษตรไปยังสหภาพยุโรปได้ไม่ยาก ตอนนี้เริ่มมีมะม่วงพม่าออกมาตีตลาดแล้ว อย่างมะม่วงเพชร (Santa lone Mango)

    ฟิลิปปินส์

     

    คำขวัญ “เพื่อพระเจ้า, ประชาชน, ธรรมชาติ และ ประเทศ”

    ประเทศที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะกว่า 7 ,000 แห่ง (เลือกตั้งที่ฟิลิปปินส์ใช้เวลานับคะแนนเป็นสัปดาห์ครับ) แหล่งผลิตนักมวยชั้นยอดและแรงงานชั้นเยี่ยม (ชาวฟิลิปปินส์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ เนื่องด้วยเคยอยู่ใต้ความปกครองของ อเมริกามากก่อน แถมภาษามีพื้นฐานของภาษาสเปนด้วย)  มีประชากรประมาณ 92 ล้าน คน บนพื้นที่ราว 299,000 ตารางกิโลเมตร จีดีพีต่อหัวประมาณ 4,073 เหรียญต่อปี

    ด้วยความพร้อมหลายๆอย่าง เช่นการศึกษา,ภาษา,แรงงานและทรัพยากร มีการคาดกันว่าฟิลิปปินส์จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประชาคมอาเซียนได้ในอีก 30 ปีข้างหน้า

    แรงงานกว่า ร้อยละ 30 อยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่ส่งเสริม จีดีพีของประเทศประมาณร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงคนในประเทศเท่านั้น ฟิลิปปินส์เพิ่งอุตสาหกรรมบริการและอุตสหกรรมเหมืองเป็นหลัก

    ฟิลิปปินส์ถือว่าเป็นคู่แข็งมะม่วงของไทยมาช้านาน ด้วยเค้ามีมะม่วงพันธุ์คาราบาว (Carabao) หรือ มะม่วงแชมแปน (Champange Mango) เป็นมะม่วงคู่แข็งของไทยทั้งในตลาด ญี่ปุ่นและยุโรป ด้วยราคาที่ถูกว่าน้ำดอกไม้ของไทย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ซื้อ แต่มะม่วงฟิลิปปินส์มีฤดูกาลใกล้เคียงกับมะม่วงไทย หากเปิดการค้าเสรีจริงๆ เราอาจจะได้ลิ้มลองมะม่วงฟิลิปปินส์กัน แต่ในภาคการส่งออกก็น่าจะยังเป็นคู่แข่งกันต่อไป

    ในส่วนพริกนั้นฟิลิปปินส์จะปลูกพริกขี้หนูเป็นหลักและมีการส่งออกบ้างแต่ไม่มาก

     

    ภาพมะม่วงคาราบาว                                     ภาพพริกขี้หนูฟิลิปปินส์ (Sili Labuyo)

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับฟิลิปปินส์ – ในส่วนของมะม่วงไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักเนื่องจากเป็นมวยที่รู้ทางกันอยู่แล้ว เราอาจได้ลิ้มลองมะม่วงฟิลิปปินส์กัน แต่ในส่วนของพริกน่าจะทำการขยายตลาดไปได้อยู่

    สิงค์โปร์

     

    คำขวัญ “จงก้าวต่อไป สิงค์โปร์”

    มหานครแห่งอาเซียน ด้วยประชากรเพียงประมาณ 3,257,000 คน บนพื้นที่ 710 ตารางกิโลเมตร  (ใหญ่กว่าภูเก็ตเล็กน้อย) แต่มีจีดีพีต่อหัวที่ ประมาณ 60,000 เหรียญต่อหัว ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก!!! มีท่าเรือที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แหลมฉบังที่ไทยเราภูมิใจนักอยู่อันดับที่ 22!  เป็นประเทศพ่อค้าระดับโลก  (ใครอยากให้ลูกเป็นพ่อค้าแม่ขายชั้นเซียน ส่งไปเรียนสิงค์โปร์นะครับ ไม่ต้องไปไหนไกลเลย)

    แต่ด้วยพื้นที่อันจำกัดแทบจะไม่มีทีเดินกันแล้ว ทำให้สิงค์โปร์ต้องนำเข้าอาหารประมาณ 90% หรือนำเข้าเกือบทั้งหมดนั้นเอง สิงค์โปร์จึงเป็นคู่ค้าที่ดีของไทยมาโดยตลาด โดยไทยจะส่งสินค้าผ่านไปทางมาเลเซีย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุว่าทำไมตัวเลขการส่งออกไปมาเลเซียของไทยจึงสูงนัก

     

    ภาพท่าเรือสิงค์โปร์                                            มะม่วงไทยในห้างสิงค์โปร์

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับสิงค์โปร์ – โดยรวมไม่น่ามีผลกระทบอะไร เพียงแต่ด้วยความอิสระในด้านการเงินการลงทุน บริษัทนายหน้าของสิงค์โปร์อาจจะมาซื้อขายกับชาวเกษตรกรโดยตรงทำให้ราคาตลาดอาจปั่นป่วนได้

    เวียดนาม

     

    คำขวัญ “อธิปไตย – เสรีภาพ – ความสุข”

    คำขวัญของประเทศเวียดนามนั้นแสดงถึงความมุ่งมั่นในการขัยเคลื่อนประเทศมากๆ เวียดนามถือว่าเป็นตื่นช้าแต่ความขยันเป็นที่สุดและกำลังจะแซงไทยแล้ว(หรือแซงไปแล้วก็ไม่รู้) ด้วยประชากร 91 ล้านคน บนพื้นที่ประมาณ 331,000 ตารางกิโลเมตร มีค่าจีดีพีต่อหัวราว 3,500 เหรียญต่อปี ประเทศเวียดนามถือว่าเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของอาเซียนเลยที่เดียว โดยได้ดูไทยเป็นต้นแบบทั้งในความผิดพลาดและความสำเร็จ  เวียดนามก้าวกระโดดได้อย่างน่าประทับใจ

    พืชเศรษฐกิจหลักของเวียดนามคือ ข้าว ตอนนี้เป็นอับดับ 2 ของโลกรองจากไทย แต่ประสิทธิภาพของผลผลิตต่อไร่สูงกว่า

    โดยมีทั้งท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่พื้นที่ติดทะเลก็มาก จากที่เคยรู้มามีพื่ๆน้องๆหลายคนได้มีโอกาสไปทำงานที่เวียดนามส่วนใหญ่ไปเป็นหัวหน้างานตั้งระบบให้เค้า พ่อค้าส่วนมากก็บอกว่าของเวียนดนามถูกกว่าของไทย เพียงแต่ยังขาดความเป็นพ่อค้ามืออาชีพเท่านั้น อย่างเช่นสั่งของไปแล้วโดนยัดเศษเหล็กเข้าไปในตู้แทน

    ตอนนี้ไทยส่งมะม่วงเขียวเสวยเข้าไปยังเวียดนามเยอะพอควร เนื่องจากที่เวียดนามมีแต่มะม่วงสุก ทำให้มะม่วงมันเป็นที่ต้องการมาก

    ส่วนพริกนั้น มะม่วงมีพริกขี้หนูพันธุ์คล้ายๆกับ ซุปเปอร์ฮอต บ้านเราเพียงแต่ขนาดเล็กกว่า ถือว่าเป็นคู่แข่งของไทยเนื่องจากราคาถูกกว่า โดยพริกเวียดนามส่งออกไปยังอินโดเนเซีย

     

    ภาพพริกเวียดนามด้านซ้ายเปรียเทียบกับพริกไทยด้านขวา

    ผลของประชาคมอาเซียนต่อตลาดพริกและมะม่วงกับเวียดนาม – ตลาดมะม่วงหากไทยยังคงคุณภาพและราคาที่สมดุลได้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนัก แต่ตลาดพริกนี้คงต้องปรับตัวกันมากหน่อย หากมีพริกจากเวียดนามที่ไม่มีภาษีนำเข้าทะลักเข้ามาในตลาด ราคาพริกอาจจะพลิกหลายตลบสมชื่อ

    สรุปแนวโน้มของแต่ละประเทศในอาเซียนให้แล้วว่า พริก กับ ม่ะม่วงน่าจะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด เกษตรกรไทยเท่านั้นที่จะต้องดำเนินชีวิตต่อไป จะมีหรือไม่มีตลาดอาเซียนชาวไทยต้องสู้ต่อไปครับ

    You may also like these stories :