Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday102
mod_vvisit_counterYesterday217
mod_vvisit_counterThis week986
mod_vvisit_counterLast week1547
mod_vvisit_counterThis month4868
mod_vvisit_counterLast month7463
mod_vvisit_counterAll days67440

Online (20 minutes ago): 13
Your IP: 38.107.179.230
,
Today: ก.พ. 23, 2012

Feed Display

ไม่สามารถ feed URL ที่ระบุไว้ได้.
วารสารเมืองไม้ผล เดือน มิถุนายน 2554 เดือนของมะม่วงมหาชนก PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ 07 มิถุนายน 2011 เวลา 09:06 น.

เดือนของมะม่วงมหาชนก

เดือนของมหาชกนก

สวัสดีครับพี่น้องเกษตรกรไทยทุกท่านครับ ปีนี้ฝนมาเร็วมากๆๆๆ จนน้ำท่วมในเดือนเมษายน  ใครจะเชื่อ!!!!!! แต่ก็เป็นไปแล้วครับ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนี้ละครับพี่น้อง จากปัญหารอบด้าน ทำอะไรก็ยากมาก ชั่วโมงนี้ คิดแล้วก็เหนื่อยแทนเกษตรกรนะครับ  ทั้งฝนตก ฝนแล้ง อากาศหนาว อากาศร้อน ควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง!!!!  แต่ไหนเลยที่เกษตรกรไทยจะทำไม่ได้ ใช่ใหมครับ ฉบับนี้ ว่าจะพูดถึง มะม่วงมหาชนกในเดือนของเขาซะหน่อยครับ มะม่วงมหาชนก เป็นพันธุ์ที่ได้จากต้นที่ปลูกโดยการเพาะเมล็ด (พ่อแม่มะม่วงพันธุ์ซันเซทกับพันธุ์หนังกลางวัน) ที่สวนของอาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณเดช ทิวทอง นำไปทดลองปลูกไว้ที่สวน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และพบว่ามีต้นมะม่วงต้นหนึ่ง เจริญเติบโต มีใบใหญ่ ให้ผลยาวคล้ายพันธุ์หนังกลางวัน แต่ผลสุกกลับมีสีผิวเหลืองอมแดง มีสีส้มคล้ายพันธุ์ซันเซท จึงสันนิษฐานเกิดการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์โดยบังเอิญ จึงได้ตั้งชื่อมะม่วงพันธุ์นี้ว่า "มะม่วงมหาชนก"

                   
ประเทศไทยถือว่าเป็นต้นกำเนิดของ มะม่วงมหาชนก เป็นมะม่วงลูกผสมระหว่างมะม่วงพันธุ์ซันเซท และมะม่วงหนังกลางวันซึ่งมีรสชาติรับประทานดิบจะเปรี้ยว รับประทานสุกจะหวาน ลูกผสมดังกล่าวก่อให้เกิดเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของมะม่วงมหาชนก ทั้งรูปลักษณะผล รสชาติที่โดดเด่นออกไปกลายเป็นทางเลือกของตลาดผู้บริโภค

                    จากข้อมูลข้างต้น มะม่วงมหาชนก ได้รับการยอมรับว่าเป็นพันธุ์ที่ถูกต้องตามหลักเพื่อการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศและหลักตามวิชาการ นอกจากนี้ ลักษณะเด่นพิเศษของมะม่วงมหาชนกมีลักษณะภายนอกสีผิวสวย (สีแดงแก้มแหม่ม) รสชาติดี แต่ไม่ต้านทานโรคแอนแทรกโนส และหากในแหล่งที่ปลูก มีมะม่วงอื่นออกดอกติดผลตลอดปี มะม่วงมหาชนก ก็จะออกดอกติดผลตลอดปีเช่นกัน


                   
การปลูกมะม่วงมหาชนกออกดอกติดผลได้ดีตั้งแต่ริมทะเลหัวหิน จนถึงที่สูง 1,200 เมตร (ตรงบริเวณยอดดอยแม่จ๋อง) อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 120 วัน


                   
ทางด้านการตลาดในขณะผู้ส่งออกมุ่งทั้งโซนยุโรปและตลาดด้านเอเชีย ด้วยการพยายามสร้างฐานลูกค้ารายใหม่ๆ และกระจายผลผลิตของพี่น้องชาวเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ มะม่วงมหาชนก นอกจากถูกส่งออกในรูปแบบสดแล้วยังถูกส่งออกไปในรูปแบบแปรรูป โดยเฉพาะทางด้านประเทศญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง มีปริมาณการส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็วอาจเป็นเพราะรสชาติถูกใจตลาดดังกล่าว


                   
ผู้ส่งออกทราบดีว่า มะม่วงมหาชนก ถือว่าเป็นผลไม้ที่ต้องรับประทานสุกเป็นหลัก เนื่องจากมีรสชาติหวาน แต่อย่างไรก็ตามไม่สามารถสู้มะม่วงน้ำดอกไม้ได้ เนื่องจากผู้บริโภครู้จักมาเป็นเวลานานแล้ว ฉะนั้น หลักทางการตลาดต้องมีกลยุทธ์นำเสนอ มะม่วงมหาชนกกลายเป็นเบอร์รอง ได้มีการปรับรูปแบบด้วยการนำเนื้อมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ จึงได้มีการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทางโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โดยท่านแก้วขวัญ วัชโรทัย เป็นผู้อำนวยการโครงการ ให้ฝ่ายวิจัยพัฒนา อันมี คุณหญิงมารศรี เดชะกำพุช เป็นหัวหน้า ได้นำมะม่วงมหาชนกทดลองทำเป็นอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ กระบวนการวิจัยพบว่า ผลผลิตจากมะม่วงมหาชนกสามารถแปรรูปได้หลากหลาย เช่น น้ำมะม่วง แยมมามาเลท ไอศครีม เซอร์เบท เค้ก โดนัท พาย ท็อฟฟี่ มะม่วงกวน เจลกึ่งวุ้น กัมมี่แบร์ นอกจากนี้ ผลการวิจัยทดลองยังพบว่าเนื้อสุกมะม่วงมหาชนกปั่นละเอียดแช่แข็ง ยังสามารถเก็บไว้ได้นานข้ามปีพร้อมนำมาแปรรูปได้ทันทีโดยคุณภาพยังคงสดเหมือนเดิมตลาดมะม่วงมหาชนก ในประเทศเยอรมนี อังกฤษ เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ พบว่ามีลูกค้ายอมรับในเรื่องของสินค้าในฐานะเป็นสินค้าใหม่จนกระทั่งหมดฤดู


                   
ตลาดฝรั่งเศส เป็นตลาดที่นิยมมะม่วงมหาชนกค่อนข้างดี  เนื่องจากกลุ่มลูกค้าอพยพ ย้ายถิ่นมาอาศัยในประเทศจำนวนไม่น้อยมาจากเอเชียเราเอง ดังนั้น พฤติกรรมการบริโภคมะม่วงจึงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ และได้รับการตอบรับที่ดี แต่เนื่องจากเป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพชีวิตสูงกว่าแถบบ้านเรา  การนำเสนอสินค้าอย่างมะม่วงมหาชนกต้องทำด้วยความรอบครอบ ความนิยมมะม่วงมหาชนกเพราะมีสีสันสวยงามรสชาติหอมหวานจึงเป็นที่นิยมครับ


                   
ตลาดตะวันออกกลาง เช่น สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประตูการค้าที่เข้าสู่หลายประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นตลาดการขายส่งขนาดใหญ่ของประเทศร่ำรวยในแถบนี้  การนำสินค้ามะม่วงมหาชนก จำเป็นต้องปรับภาพให้เหมาะสมกับตลาดและการแข่งขัน เช่น การใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันสะดุดตา ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ดังนั้น การตั้งราคาต้องคำนึงถึงการแข่งขันกับมะม่วงจากอินเดียซึ่งเป็นคู่แข่งในด้านของราคา

                    ตลาดญี่ปุ่น เป็นที่มีกระบวนการผลิต ต้องผ่านกระบวนการอบไอน้ำ เหมือนมะม่วงทั่วไป เป็นตลาดที่มีรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยเฉพาะความสะอาดและความปลอดภัยในเรื่องของสารพิษตกค้าง ถือว่าญี่ปุ่นเข้มงวดที่สุดในขณะนี้ แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ส่งออกและเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตมะม่วงมหาชนกให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคตนี้

                    ตลาดรัสเซีย เป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นประตูทางเศรษฐกิจ ที่สามารถเปิดประตูอีกกว่า 10 ประเทศ ในกลุ่มที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ก่อนการล่มสลายของรัสเซีย และประเทศเหล่านี้อยู่ระหว่างเอเชียกับยุโรป วัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับตัวไปตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามอง ตลาดรัสเซียตอบรับและยอมรับในคุณภาพและราคามะม่วงมหาชนก ของประเทศไทยได้ดี

                    ตลาดจีน ประเทศจีนเปรียบเสมือนรวงผึ้งขนาดใหญ่ มากๆ จีนแบ่งเป็นมณฑลๆ ดังนั้น การเปิดเขตการค้าเสรีของประเทศหมายถึงสามารถส่งผลไม้เข้าไปได้ แต่กฎระเบียบในแต่ละมณฑลยังมีปัญหา การส่งมะม่วงมหาชนกเข้าไปขายในจีนต้องใช้ราคาและจำนวนเป็นตัวหลัก การแข่งขันทำให้การลดราคาจนก่อให้เกิดไม่มีมาตรฐาน ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ราคาถูกแถมยังต้องฝากขาย กลายเป็นปัญหาตามมาในที่สุด (แต่ก็เป็นความฉลาดของประเทศจีนที่สามารถให้ประเทศอย่างเราๆ เอาของไปขายให้เขาโดยที่เงินยังไม่ต้องจ่ายแต่เขาขายได้เงินสดจากการขายส่งแล้วมาจ่ายเราที่หลัง)

                    ตลาดอื่นๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีภูมิอากาศเส้นศูนย์สูตรเดียวกัน เวลาเท่ากัน แต่การพัฒนาคุณภาพสินค้าต่างกัน มีทั้งคนรวย คนจน ปานกลาง การจัดระดับสินค้าเหมาะสมยังสามารถทำได้ ต่อรองการชำระเงินได้ โอกาสทางการตลาดโตวันโตคืน มะม่วงมหาชนก คือมะม่วงที่แปลกใหม่ สามารถทำตลาดไม่ยาก แต่แนวทางการพัฒนาที่ดีขึ้นเป็นตัวชี้วัดในการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น คิดจะทำการค้าระยะยาว ราคาต้องสมเหตุสมผลกับคุณค่า เป็นแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อ


                   
ตอนนี้ผลผลิตที่ออกมาในเดือนนี้ ก็เป็นของภาคอีสานกับภาคเหนือ กันเต็มๆ ครับ เดือนที่แล้ว เห็นหลายๆบริษัท หาซื้อกันจังเลย ต้องการแก้มแดงๆ ผิวสวยๆ เดือนนี้รับรองได้ว่า ซื้อกันให้หมดละกันครับ มหาชนกเป็นที่ต้องการของหลายๆประเทศครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราคากับคุณภาพครับ แบบนางฟ้า ก็ขายกันแพงหน่อย แต่จะได้กันกี่เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ต้องดูว่าคัดกันได้ขนาดนั้น  สวนใหญ่ไป ญี่ปุ่น  ฮ่องกง  จีน (ก่อนที่จีนจะออกเองบ้าง)สวนเบอร์สวยหรือรองๆมาก็ไป สิงคโปร์ มาเลย์ ส่วนที่เหลือกันนอกจากนี้แล้ว ก็เป็นตลาดแช่แข็งมะม่วงครับ ในแต่ละปีก็จะใช้จำนวนมหาศาลครับ ประเทศไทยเราก็มีหลายบริษัทที่รับซื้อมะม่วงแช่แข็งเพื่อแปรรูปเพื่อการส่งออก

หากพูดถึงในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว การแช่แข็งเป็นวิทยาการการถนอมอาหารที่เพิ่งมีมาไม่นานเท่าไรนัก เป็นวิธีที่มนุษย์คิดค้นตามหลัง การทำให้สุก การตากแห้งและการร่มควัน แต่นับว่าเป็นวิทยาการที่สามารถถนอมสภาพของอาหารได้ดี ทั้งสี กลิ่น และ รส ซึ่งโดยส่วนมากจะยังสภาพได้ดีกว่า การถนอมแบบแห้ง ทั้งหลาย

 

การแช่แข็งผลผลิตทางเกษตรนับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการส่งออก เนื่องจากในทางระบบการส่งออกนั้น ผักผลไม้แช่แข็งจะถือว่าเป็นอาหารแปรรูป ซึ่งจะหลุดออกจากกรอบกฎข้อบังคับของผักผลไม้สด ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องแมลงศัตรูพืช เนื่องจาก แมลงในเขตเมืองร้อนไม่สามารถทนสภาพอุณหภูมิติดลบได้อยู่แล้ว จึงเหลือเพียงในเรื่องของสารเคมีตกค้างและเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น 

 

การขนส่งนั้นโดยส่วนใหญ่จะไปทางตู้เรือเดินสมุทรที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ หรือที่เรียกว่า ตู้ Refer หรือ ตู้เปียก ซึ่งค่าตู้แพงกว่าตู้แห้งเยอะอยู่ แต่ก็ถูกกว่าหากเทียบกับค่าการส่งทางเครื่องบินของผลไม้สด ทั้งนี้อาหารแช่แข็งนั้นสามารถเก็บรักษาได้นาน ไม่ต้องแข่งกับเวลาอย่างของสด

 

โดยกระบวนการแช่แข็งนั้นมีหลากหลายแบบ แต่ในปัจจุบันนั้น ที่นิยมใช้กันมี 2 แบบ หลักๆคือ

 

·       การแช่เยือกแข็งแบบใช้สารไครโอจินิค (cryogenic freezer) อุปกรณ์แบบนี้จะใช้ไนโตรเจนเหลวหรือคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อแช่เยือกแข็ง เหมาะอย่างยิ่งเมื่อผลิตภัณฑ์มีความละเอียดอ่อนและขนาดเล็ก

 

·       การแช่เยือกแข็ง แบบใช้ลมเย็นมีการหมุนวน ( air blast freezer) ใช้กันทั่วไปในการแช่เยือกแข็งผัก โดยอัดลมหรืออากาศเย็นให้เคลื่อนที่ในอุปกรณ์ด้วยความเร็วสูงมากและมีอุณหภูมิต่ำประมาณ -30 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า เวลาที่ใช้แช่เยือกแข็งผักประมาณ 3-12 ชั่วโมง ขึ้นกับชนิดของผัก การบรรจุ อุณหภูมิ และความเร็วของอากาศเย็น เป็นต้น

 

หลังการผ่านกระบวนการแช่แข็งแล้ว ผักผลไม้แช่แข็งโดยมากจะเก็บที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส

หลายคนอาจสงสัยว่า เราเอาผักผลไม้ไปแช่แข็งในตู้เย็นไม่ได้หรือ? ถ้าทานเองก็ไม่น่ามีปัญหาครับ แต่ในทางการค้านั้นมีปัญหาตามมาแน่นอน 

 

อธิบายคร่าวๆตามหลักวิทยาศาสตร์การอาหารได้ว่า  การแช่แข็งที่ดีควรจะทำโดยการใช้เวลาที่สั่นที่สุด และอุณหภูมิคงที่ที่สุด เนื่องจากในการแช่แข็งนั้น น้ำในเซลล์ของผลไม้จะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง อย่างที่ทุกๆคนรู้ว่าน้ำจะขยายตัวเมื่อกลายเป็นน้ำแข็ง ใครไม่แน่ใจลองเอาน้ำใส่ถุงมัดแน่นๆไปไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นสิครับ ถุงแตกแน่นอน ยิ่งการแข็งตัวของน้ำช้าเท่าไรมันยิ่งขยายครับ และเหมือนกับถุงน้ำที่แตกครับ เซลล์ในผักผลไม้ก็แตกเช่นกัน ผักผลไม้ที่เราเอาไว้ในตู้เย็น จึงเกิดอาการช้ำไงครับ

 

นั้นคือเหตุผลทำไมต้องพึงเครื่องมือยุ่งๆยากๆแพงๆ ที่บอกไว้ด้านบนไงครับ โดยวิธีการแช่แข็ง 2 แบบที่กล่าวไว้ด้านบน นั้นผักผลไม้แช่แข็งที่ได้เมื่อนำมาละลายน้ำแข็งและประกอบอาหารจะมีสภาพทั่วไปไม่ต่างจากของสดเท่าใดนัก (ข้อมูล คุณนันท์ ศิริสุจินต์) หลักก็คือ มันเป็นความต้องการของตลาดของมะม่วงมหาชนก ก็เป็นอีกแหล่งข้อมูลเพื่อนำเสนอให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้รับทราบอีกบทความหนึ่งครับ

 

 

 

อ่านต่อ>>>>

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 07 มิถุนายน 2011 เวลา 09:16 น.