|
สวัสดีครับ พี่น้องเกษตรกรไทย
ขอต้อนรับสู่เดือนแห่งความรักตามธรรมเนียมของชาวฝรั่ง ของให้มีความสุข รักสมหวัง ได้รับความรักและแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย จริงๆแล้วไม่ต้องเดือนนี้เดือนเดียวก็ได้ แสดงความรักกันยิ่งมากยิ่งดีครับ และทั้งนี้ ต้องอวยพร ปีใหม่จีนด้วยครับ ขอให้เฮง เฮง เฮง รวย รวย รวย กันถ้วนหน้าครับ ก็ขอส่งความกำลังใจให้กับทหารทั่วประเทศที่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศด้วยครับ
มาเข้าเรื่องมะม่วงกันบ้างครับ อากาศหนาวปีนี้ ทำให้มะม่วงแก่กันช้าเลยเกิน เรียกว่าแก่ไม่ทันขายครับ ช่วงนี้มะม่วงหายากยิ่งกว่าทองซะอีกนะครับ เป็นเพราะอากาศที่หนาวสะท้านเข้าไปถึงทรวงในซะอย่างนั้น แต่นะครับ คนเรายามหนาวยังหาอะไรเสื้อผ้าอาภรณ์มาสวมใส่ได้หรือตามที่เพลงเค้าร้องว่า “หนาวเนื้อห่มเนื้อจึงหายหนาว” แต่มะม่วงสิครับ แต่แค่ถึงถุงคาร์บอนใบบางๆห่ม มันจะหายหนาวได้อย่างไร???
สถานการณ์อากาศหนาวเช่นนี้ อย่างที่รู้ๆกัน ว่ามีผลทำให้มะม่วงแก่ช้า ส่งผลให้มะม่วงที่คาดการณ์ว่าจะออกช่วงเดือนมกราคม ต้องเลื่อนไปออกกลางเดือนกุมภาพันธุ์หรือเกือบต้นมีนาคมเลยทีเดียว คือไปชนกับชุดที่มะม่วงในฤดูเต็มๆ ก็ดูสิครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นช่วงนั้น คงได้เปลี่ยนจากหนาวกาย เป็นหนาวใจแทนแน่แท้
ช่วงนี้พี่น้องเกษตรกรที่มีตลาดหลักเป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป คงทานยาพาราเซตามอลแก้คงปวดหัวปวดใจหมดไปเป็นกระปุกๆแล้ว ปีก่อนเจอทั้งภัยควันภูเขาไฟ ทั้งพายุหิมะ ต้นปียังเจอผลผลิตไม่พร้อมขาย แล้วยังต้องเจอมาตรการอันเข้มงวดมา
ดังเห็นได้จากข่าวที่กล่าวถึงเฉพาะผักสด ทั้ง 16 ชนิด ซึ่งไทยเราห้ามตัวเองส่งออกอยู่ ในขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ยังไม่มีผลสรุปออกมาเป็นทางการจึงขออนุญาตไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ กลัวพี่น้องเกษตรกรจะได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ แย่แน่ๆครับพี่น้อง!!!
อีกทั้งตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว มะม่วงไทยก็เป็นสินค้าที่ถูกเพ่งเล็งและเคร่งเรื่องสารตกค้างเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นในตลาดเยอรมันนั้น หน่วยงานสาธารณสุขประจำแคว้นสามารถสุ่มตรวจมะม่วงซ้ำอีกครั้งหลังจากผ่านส่วนกลางมาแล้ว หากพบสารตกค้างเกินกำหนดำารถวยงานสาธารณสุขประจำแคว้นจะพี่น้อง++ หรือ ่นๆได้ง่าย เช่นหากได้การับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก ล่าวมาข้างต้นแล้ว บัสองครั้งผู้นำเข้าก็จะโดนเรียกเพื่อเสียค่าปรับและอาจโดนลงโทษห้ามนำเข้าผลไม้จากไทยได้
ฉะนั้นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับผักสดที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปนั้น อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของกระบวนการรื้อระบบมาตรฐานของวงการเกษตรกรรมไทยเลยก็ได้นะครับ อย่างไรคงต้องดูกันต่อไป
มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หากมองในแง่หนึ่ง ภาครัฐก็ทำถูกที่จะระงับการส่งออกด้วยตัวเอง เนื่องจากประเทศไทยเองก็ทั้งเสียความน่าเชื่อถือจน และราะเสียพื้นที่ในตลาดยุโรปไปเยอะมากๆแล้วในปีก่อนๆที่ผ่านมาด้วยเรื่องของสารเคมีตกค้างและเชื้อปนเปื้อน หากปล่อยไปในระยะยาวเราก็จะเสียตลาดไปจนหมด
แต่หากจะระงับการส่งออกด้วยตัวเองอย่างนี้ก็จะเป็นการบีบคอตัวเองเช่นกัน คู่แข่งก็สบายได้ส่วนแบ่งในตลาดไป ส่วนพี่น้องเกษตรกรก็กินเนื้อตัวเองไป หากทนไม่ไว้ หรือหมดเงินทุนหมุนเวียน หมดปัญญาใช้เงินที่กู้มา สุดท้ายก็ขายพื้นดินพื้นไร่ที่ตกทอดมาของต้นเอง ให้กับนายทุนต่างชาติ ซึ่งก็จะจ้างเราปลูกและส่งไปขายที่ประเทศเค้านี้แหละ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก
อย่าลืมนะครับว่าตอนนี้ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเราเค้าพัฒนากันมากแล้ว ทั้งเวียดนาม, ลาว และ พม่า เวียดนามนี้ไม่ต้องพูดถึงครับ หายใจรดต้นคอเรามานานและแซงหน้าเราไปนานแล้ว อย่างเช่น สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่านี้เล่าจากประสบการณ์ตรงจากลูกค้าญี่ปุ่น ตอนนี้เค้าไปที่พม่าทุกสามเดือนเพื่อลงทุนปลูกผักพันธุ์ญี่ปุ่นนะครับ เค้าบอกว่าดินดีกว่า ค่าแรงถูกกว่า ทำอะไรถ้าเข้าถูกช่องถูกทางนั้นเร็วกว่าบ้านเราเยอะ (เหมือนสมัยก่อนที่ญี่ปุ่นมาส่งเสริมมะม่วงในบ้านเรา) เพื่อนผมเป็นวิศวกรก็ได้ไปทำงานสร้างความเจริญที่นั้นอยู่หลายปี
ภาพการเข้าไปพัฒนาการเกษตรใน ประเทศลาว จากรายงานของ GIZ
ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไทยประชาชนลาวนั้นตอนนี้มีเป็นแหล่งรวมของทุนต่างชาติครับ ผู้เขียนเองเคยทำงานให้กับ GTZ ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น GIZ แล้ว ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ทุนในการพัฒนาจากเยอรมัน หลายๆท่านอาจจะรู้จัก องค์กรนี้ส่งเสริมเรื่อง Organic และ GlobalGAP ในบ้านเรามาหลายปีแล้ว ก่อนที่ผู้เขียนจะกลับมาอยู่บ้าน ได้รับเชิญไปสมัครเพื่อไปทำงานที่นั้นเพื่อพัฒนาระบบเกษตร คือพูดอย่างง่ายว่า ไปวิเคราะห์ว่ามี ส่วนเกษตรกรรมชนิดไหนที่มีศักยภาพในการส่งออกไปยุโรปแล้วก็เขียนโครงการขอเงินมาสนับสนุนพัฒนา
ผมคิดว่าทางออกสำหรับประเทศไทย คือทุกๆฝ่ายหันมาให้ความจริงใจและจริงจังกับคำว่า “มาตรฐาน”กันให้มากขึ้น อย่าได้ “สองมาตรฐาน” หรือ “ซื้อได้” เหมือนที่ผ่านๆมา
ไหนๆก็กล่าวถึงเรื่องมาตรฐานแล้ว ฉบับนี้ขอสรุปเรื่องมาตรฐาน สำหรับสินค้าเกษตรอย่างคร่าวๆละกันครับ
1. GAP หรือ Good Agricultural Practice “ศีลขั้นพื้นฐาน”
อันแรกนี้พี่น้องชาวเกษตรกรคงรู้จักเป็นอย่างดี บ้างก็เรียกว่า แก๊บ บ้างเรียก ว่า จีเอพี แล้วแต่กันไปนะครับ มันคือมาตรฐานขั้นพื้นฐานในทุกอุตสาหกรรมที่เป็นระบบเค้ามีนะครับ เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงชื่อแตกต่างกันไปเล็กน้อย สรุปง่ายๆคือ มาตรฐานแบบอย่างการทำเกษตรที่ดี
มาตรฐานนี้ทางรัฐบาลเป็นผู้ตรวจและออกให้ครับ โดยปกติผู้ส่งออกต้องมีใบรับรองมาตรฐานนี้จึงจะยืนส่งออกได้ครับ
2. GlobalGAP “มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เพื่อคนยุโรป”
มีคำว่า Global ที่แปลว่าโลกมานำมาหน้า GAP แปลง่ายๆก็คือ “GAP ระดับโลก”
จริงๆแล้วตัว GlobalGAP ก็คือ ยูแร็บแก๊บ EUREPGAP ฉบับพัฒนาแล้ว โดยเพิ่งมีการเปลี่ยนชื่อเมื่อ เดือนกันยายน ปี 2007 นี้เองครับ ที่มาของมาตรฐานนี้หลายๆคนคงเข้าใจว่ามาจากรัฐบาลของเหล่าประเทศต่างๆในยุโรปที่เป็นห่วงเป็นใยประชากรของตนเลยตั้งมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารเพื่อปกป้องคนของตน แต่จริงๆแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
EurepGap หรือ GlobalGAP เป็นมาตรฐานที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่ม ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆในยุโรปครับ ตั้งขึ้นเมื่อ ทศวรรษ ที่ 90 นี้เอง เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก GAP มาตรฐาน มาร่วมกับ มาตรฐานอาหาร HACCP และ ระบบการจัดการ ISO guide 65 จุดที่แตกต่างจากมาตรฐานอื่นๆหลักๆ อย่างแรกคือ มีกฎข้อบังคับที่ตายตัวในแทบทุกๆขั้นตอน และ อย่างที่สองคือ พื้นที่เพาะปลูกและขั้นตอนการผลิตต้องได้รับการตรวจสอบจากบริษัทเอกชนซึ่งได้การรับรองถึงความสามารถในการตรวจสอบมารับรอง โดยชื่อเรียกลักษณะของบริษัทประเภทนี้อย่างเป็นทางการ คือ Certify Body หรือ ย่อๆว่า CB นั้นเอง บริษัท CB เหล่านี้โดยมากก็เป็นสัญชาติยุโรปนั้นเองแต่มีสาขาเปิดให้บริการตามประเทศต่างๆ
ในไทยมี 7 บริษัทที่รับรองได้ดังนี้ 1. BCS Thailand, Regional office South-East Asia, 2. Bureau Veritas Certification Thailand , 3. P&H Agro Control Co (Control Union Thailand) , 4. Intertek Food Services Asia Pacific , 5. NSF-CMi Thailand FACS, 6. SGS Thailand , 7. TUV NORD (Thailand) Ltd.
ต้องมีการอบรมและตรวจสวน
ใครอยากได้รายละเอียดการติดต่อ ดูที่เว๊ปลิงค์ด้านล่างนี้ได้นะครับ
http://www2.globalgap.org/apprcbs.html?countryid=211&continentid=17&ScopeID=29&SchemeID=65
สรุปแล้วว่าหากใครอยากเอาของไปขายในห้างชั้นนำของเค้าก็ต้องผ่านการตรวจจากผู้ผ่านการรับรองจากกลุ่มห้างดังกล่าวเช่นกัน
3. Organic เกษตรอินทรีย์ “เกษตรธรรมชาติรักเรารักษ์โลก”
เกษตรอินทรีย์เริ่มมีครั้งแรกในปี 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชนเพื่อสร้างมาตรฐานอาหารที่ปลอดภัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระเบียบเกษตรอินทรีย์ของอเมริกาจึงออกจากภาครัฐ โดยองค์กรอาหารและยา (Food and Drug Administration: FDA) ที่ผู้รับผิดชอบดูแล
ในประเทศญี่ปุ่นก็จะคล้าย สหรัฐคือองค์กรภาครัฐเป็นผู้ดูแล ของญี่ปุ่นคือ ว่า JAS
ส่วนในยุโรปนั้น ระเบียบเริ่มแรกออกโดย IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movement) ซึ่งเป็นการร่วมตัวกันจากกลุ่มองค์กรต่าง 750 กลุ่มจาก 108 ประเทศ
หลักการขอใบรับรองก็คล้าย GlobalGAP คือต้องมี องค์กรกลางมาตรวจสอบการผลิตตั้งแต่การปลูก การดูแลบำรุงดิน การเก็บ การขนย้าย ไปเรื่อยๆ โดย บริษัทที่สามารถรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ตอนนี้มีเยอะแยะมากมาย ทั้งของไทยและต่างชาติ
ซึ่งข้อดีของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์คือ หากได้รับรองมาตรฐานสำหรับประเทศหนึ่งประเทศๆใดในสามประเทศหลักที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ใบรับรองนั้นสามารถโอนไปขอใบรับรองสำหรับประเทศอื่นๆได้ง่าย เช่นหากได้การับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก IFOAM แล้วก็สามารถยื่นเรื่องของใบรับรองเกษตรอินทรีย์สำหรับอเมริกา หรือ NOP ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของบริษัทผู้รับรองให้เรา CB ว่าได้รับการยอมรับเพียงใด
ปลงปลูก้นถในการทวนั้นคือการตรวจสินค้าไปว่างในชั้นแสดงสินค้าในห้าง แล้วค่อยบอกกับผู้ซื้อว่า อันนี้เป็นสินค้าอินทรีย์จากไทย ึงปาเคยมีเรื่องเล่ากันในวงการคนทำเกษตรอินทรีย์ว่า
ตอนที่ผู้ตรวจชาวญี่ปุ่นมาตรวจครั้งแรกนั้น ผู้ตรวจท่านนั้นมานอนค้างที่สวน รุ่งเช้าตื่นขึ้นมานั่งเฝ้ามองการเก็บเกี่ยวตลอดทั้งเช้า ตกบ่ายก็กระโดดขึ้นรถสิบล้อนั่งมาโรงงาน ถึงโรงงานพบผู้ตรวจอีกท่านรออยู่ แล้วผู้ตรวจท่านที่สองอยู่เฝ้ามองสายการผลิตที่โรงงานไม่ยอมไปไหนกระทั้งสินค้าจะบรรจุเสร็จและโหลดขึ้นตู้ข้นสินค้าแล้วก็ขึ้นรถหัวลากไปท่าเรือ พอถึงท่าเรือก็มีผู้ตรวจสอบชาวญี่ปุ่นอีกท่านปีนขึ้นนั่งบนตู้คอนเทนเนอร์บนตัวเรือ และนั่งตรงนั้นจนกระทั้งถึงประเทศญี่ปุ่น พอถึงท่าเรือที่นั้นก็มีผู้ตรวจสอบอีกท่านหนึ่งดูการยกสินค้าลง และไปวางในชั้นแสดงสินค้าในห้าง แล้วเป็นผู้คอยบอกกับผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของว่า “เรารับรองด้วยเกียรติว่า นี้เป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์จากไทยแท้ๆ”
บอกตามตรงไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือโม้(ผมว่าอย่างน้อยตอนนั่งบนเรือไปน่าจะโม้) แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้พยายามสอนให้เราเข้าใจถึงแก่นแท้ของการรับรอง “มาตรฐาน” นั้นคือ ความสามารถในการทวนสอบสินค้า (Tractability) ตั้งแต่ปลายจอบจนจบถึงปลายลิ้นลูกค้า ต้องอาศัยทั้งความ ซื่อสัตย์ ของผู้ปลูก ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง รวมถึงความ มุ่งมั่นอุตสาหะของผู้ตรวจด้วยเช่นกัน เอาละครับฉบับนี้พอหอมปากหอมคอกันก่อน ไว้คราวหน้ามีเรื่องเครียดๆ จะมาเขียนกันต่อครับ โชคดีเป็นของพี่น้องทุกๆท่านครับ
ตั้งแต่การปลูก การดูแลบำรุงดิน การเก็บ การขนย้าย ไปเรื่อยๆจนกระทั้งไปถึงมือลูกค้า เคยมีเรื่อ
|